นักชีววิทยาด้านพืชและสัตว์ดึกดำบรรพ์ทุกคนรู้ดีว่า การขุดพบฟอสซิลของสิ่งมีชีวิตอะไรก็ตาม แม้แต่เพียงชิ้นเดียวก็สามารถล้มล้างความคิดและทฤษฎีเก่าๆ ที่เคยยึดถือกันมาได้ ดังเช่นเมื่อ 77 ปี ที่ Raymond Dart ได้พบกะโหลกศีรษะที่หมู่บ้าน Taung ซึ่งตั้งอยู่ใกล้เมือง Kemberley ทางตอนใต้ของแอฟริกา การพบกระดูกกะโหลกชิ้นนั้น เป็นหลักฐานที่แสดงว่า ทฤษฎีวิวัฒนาการของ Charles Darwin ถูกต้องคือบรรพบุรุษของคนทุกคนเคยอยู่ในทวีปแอฟริกา
นับเป็นเวลากว่า 150 ปี ที่เราเคยเชื่อว่า มนุษย์ปัจจุบันกับลิงอุรังอุตังนั้น มีพันธุกรรมร่วมกัน แต่มา ณ วันนี้หลักฐานที่ได้จากกระดูกฟันและการตรวจวิเคราะห์ DNA แสดงให้เห็นว่า มนุษย์ปัจจุบันกับลิงชิมแพนซีมีเส้นทางของวิวัฒนาการใกล้เคียงกันมาก การเปรียบเทียบความแตกต่างของ DNA แสดงให้เห็นว่า เมื่อ 5-7 ล้านปีมาแล้ว มนุษย์กับลิงชิมแพนซีมีบรรพบุรุษร่วมกัน แล้วจากนั้นเส้นทางของวิวัฒนาการก็ได้แยกจากกัน
ในอดีตที่ผ่านมา นักชีววิทยาของมนุษย์ดึกดำบรรพ์ไม่ประสบความสำเร็จในการค้นหามนุษย์โบราณที่มีอายุกว่า 2 ล้านปี จนกระทั่ง Dart ได้พบกะโหลกที่ Taung แต่หลังจากนั้น การขุดพบกระดูกก็ประสบความสำเร็จมากขึ้นเช่น ได้พบกระดูกอายุตั้งแต่ 3-3.5 ล้านปี ที่ Rift Valley ใน Tanzania ที่ Middle Awash ใน Ethiopia ที่ Lukeino ใน Kenya และปี 2544 ที่ผ่านมานี้ ที่ Toros-Menalla ในทะเลทรายชื่อ Djurab ของประเทศ Chad นักชีววิทยาชื่อ Michel Brunet ก็ได้รายงานการพบกระดูกกะโหลกของมนุษย์คนแรกที่มีอายุถึง 7 ล้านปี
อันนักบรรพชีวินวิทยาชื่อ Michel Brunet แห่งมหาวิทยาลัย Poitiers ในฝรั่งเศสผู้นี้ มีความเชี่ยวชาญด้านสัตว์ดึกดำบรรพ์มาก เขาเคยขุดพบฟอสซิลของช้าง จระเข้และมนุษย์มากมายใน Afghanistan, Pakistan และ Chad ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา แต่ก็ไม่ดัง จนกระทั่งถึงหน้าร้อนของปี พ.ศ. 2544 เขากับคณะนักสำรวจซึ่งประกอบด้วยนักวิทยาศาสตร์จาก 10 ประเทศ ก็ประสบความสำเร็จสูงสุด เมื่อนักสำรวจคนหนึ่งได้เห็นกะโหลกของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอย่างบังเอิญในทะเลทราย Djurab ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศ Chad และเมื่อลูกทีมซึ่งเป็นเพียงนิสิตฝึกงานได้นำฟอสซิลกะโหลกชิ้นนั้นมาให้ Brunet ดู เขาก็รู้ทันทีว่า กะโหลกที่พบนั้นนอกจากเป็นผลงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขาแล้ว ยังยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบ 100 ปีที่ผ่านมาด้วย
ภาพกะโหลกศีรษะที่ Brunet พบ ได้ถูกนำขึ้นปกของวารสาร Nature อันเป็นวารสารวิทยาศาสตร์ชั้นนำของโลก ฉบับวันที่ 11 กรกฎาคม ศกนี้ การวัดอายุโดยอาศัยเทคโนโลยีนิวเคลียร์ แสดงให้เห็นว่า มันเป็นกะโหลกที่มีอายุ 6-7 ล้านปี ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่า มันเป็นกะโหลกมนุษย์ดึกดำบรรพ์ที่โบราณที่สุดในโลก แม้กะโหลกที่โบราณลำดับสอง ก็ยังมีอายุน้อยกว่ากะโหลกที่ Brunet พบถึง 3 ล้านปี
ไม่เพียงแต่รูปร่างและโครงสร้างของกะโหลกเท่านั้นที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์สนใจและประหลาดใจ แม้แต่สถานที่พบก็ยังทำให้นักวิชาการต่างๆ ประหลาดใจเช่นกัน เพราะฟอสซิลที่พบฝังอยู่ในแอฟริกาตะวันตก แทนที่จะอยู่ในแอฟริกาตะวันออก ดังเช่นฟอสซิลอื่นๆ โดยอยู่ห่างประมาณ 2,500 กิโลเมตร
การพบฟอสซิล 6 ชิ้น ที่ชิ้นหนึ่งมีกระดูก cranium ห่อหุ้มสมองเกือบสมบูรณ์ อีกทั้งมีกระดูกกราม 2 ชิ้น ฟัน 3 ซี่ ทำให้ Brunet กับคณะตั้งชื่อมนุษย์พันธุ์ใหม่นี้ว่า Sahelanthropus tchadensis และตั้งชื่อเล่นของมันว่า Toumai ซึ่งเป็นคำในภาษา Chad ที่แปลว่า ความหวังของชีวิต ตามประเพณีการตั้งชื่อเด็กชายที่คลอดในฤดูร้อนของคนแถบนั้น นอกจากจะพบ Toumai แล้ว Brunet ยังพบฟอสซิลของจระเข้ ช้าง และสัตว์อื่นๆ อีกหลายชนิดด้วย
ตัวเลขอายุ 6-7 ล้านปีของ Toumai ทำให้นักชีววิทยาด้านมนุษย์ดึกดำบรรพ์ต้องทบทวนการลำดับต้นตระกูลคนใหม่ คือแทนที่บรรพบุรุษของมนุษย์กับของลิงชิมแพนซีจะแยกทางกันเดินเมื่อ 5 ล้านปีก่อน ตามที่เคยเข้าใจกัน Toumai ทำให้เรารู้ว่า เวลาที่บรรพบุรุษของคนกับของบรรพสัตว์ของลิงชิมแพนซีแยกทางกัน วิวัฒนาการนั้น ได้เกิดขึ้นเมื่อ 7 ล้านปีมาแล้ว
| การพินิจพิจารณากะโหลกของ Toumai แสดงให้เห็นว่า ถ้าเราดูจากด้านหลัง มันจะมีลักษณะเหมือนลิงชิมแพนซี แต่ถ้าดูจากด้านหน้ามันจะเหมือนคนสมัยเมื่อ 1.75 ล้านปีก่อน ยิ่งกว่า Australopithecus Afarensis หรือที่เรารู้จักกันในนามว่า Luck อายุ 3.2 ล้านปี ขนาดของกะโหลกแสดงให้เห็นว่า Toumai มีสมองใหญ่เท่าลิงชิมแพนซี มีตา 2 ข้างห่างกันเหมือนลิงกอริลล่า มีฟันหน้าที่ค่อนข้างใหญ่ แต่รูปร่างของเขี้ยว ฟันและกะโหลกส่วนล่างแสดงให้เห็นว่า เป็นคน เพศชาย เพราะมีกระดูกเหนือคิ้วที่ค่อนข้างหนา อนึ่ง กะโหลกนั้นมีปริมาตรตั้งแต่ 320-380 ลูกบาศก์เซนติเมตร | |
| Toumai skull ภาพจาก : http://www.talkorigins.org/faqs/homs/toumai.html | |
การศึกษาโครงสร้างของ Toumai ได้ทำให้นักชีววิทยารู้สึกอดเปรียบเทียบกับมนุษย์ Ardipithecus ramidus ที่เคยอาศัยอยู่ใน Middle Awash ใน Ethiopia เมื่อ 4.4-5.8 ล้านปีก่อนไม่ได้ว่า A. ramidus หรือ S. tchadensis ใครเกิดก่อนกัน หรือแม้แต่ Arrorin tugensis ที่เคยอาศัยอยู่ที่ Lukeino ในประเทศ Kenya เมื่อ 6 ล้านปีก่อน ก็มีคนสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับมนุษย์พันธุ์ที่เพิ่งพบใหม่อย่างไร
และก็ได้คำตอบว่า Toumai กับ A. ramidus นั้น เกี่ยวข้องกัน ส่วน Arrorin นั้น ไม่สามารถนำมาเปรียบกับ Toumai ได้ เพราะ Arrorin มีแต่ฟันและกระดูกแขน แต่ไม่มีกะโหลก ถึงอย่างไรก็ตาม เขี้ยวของ Arrorin ก็ยังมีลักษณะคล้ายกับลิงชิมแพนซีมากกว่า Toumai W. Brigitte Senut แห่ง National Museum of Natural History ที่กรุงปารีส ได้กล่าวเตือนว่า ถ้ากะโหลกที่พบเป็นกะโหลกของสตรี Toumai ก็น่าจะเป็นบรรพสัตว์ของลิงกอริลล่ายิ่งกว่าของคน
จึงเป็นว่า ข้อถกเถียงทั้งหลายจะยุติ ถ้า Brunet สามารถพบกระดูกอีก 2-3 ชิ้น ซึ่งสามารถแสดงให้เห็นได้ว่า Toumai มีสองขาและใช้ขาทั้ง 2 ในการเดิน ซึ่งความสามารถเช่นนี้จะทำให้ Toumai เป็นคนทันที
แต่เมื่อยังไม่มีใครพบอะไร ดังนั้น วงการนักวิชาการจึงมีความเห็นว่า กะโหลกศีรษะที่พบใหม่นี้ มีลักษณะที่แตกต่างจากกะโหลกอื่นๆ ทั้งหมดที่เคยพบ และในขณะเดียวกัน มันก็เป็นไปได้ว่า บรรพบุรุษของคนอาจมีรูปร่างหลายแบบ และเรามนุษย์ปัจจุบันยังไม่เห็นและยังไม่พบความหลากหลายที่ว่านี้หมดเลย Toumai จึงอาจเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของมนุษย์ในเส้นทางวิวัฒนาการที่มีมากมาย นั่นคือ ชาวโลกยังต้องตั้งหน้าตั้งตาและตั้งใจคอยดูกระดูกกะโหลกดึกดำบรรพ์ชิ้นใหม่จากแอฟริกา เราจึงจะรู้ว่าคนเรามาจากไหน และเมื่อไรครับ